ReadyPlanet.com
dot dot
dot
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
dot
bulletคำพิพากษาฎีกาคดีอาญา
bulletคำพิพากษาฎีกาคดีทรัพย์-ที่ดิน
bulletคำพิพากษาฎีกาคดีครอบครัว
bulletคำพิพากษาฎีกาคดีมรดก
dot
link
dot
bulletLawyer Council of Thailand
bulletRoyal Thai Police
bulletCourts of Justice
dot
Newsletter

dot
bulletการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก


กฤษฎีกา
ห้องสมุดวุฒิสภา
นายกรัฐมนตรีไทย


คำพิพากษาศาลฎีกา คดีมรดก


คำพิพากษาศาลฎีกา 6383/2551article

คำพิพากษาศาลฎีกา 6383/2551

ป.พ.พ. มาตรา 1750, 1754
 
          โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและเข้าครอบครองทรัพย์เป็นส่วนสัดแล้ว การแบ่งมรดกจึงมีผลสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น จำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินให้ผิดไปจากที่ได้แบ่งปันกันไปแล้วหาได้ไม่ และไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวทั้งไม่มีสิทธิยกอายุความมรดกเป็นข้อต่อสู้ได้ เพราะสิ้นความเป็นทายาทในส่วนที่ดินพิพาทที่แบ่งปันกันแล้ว จึงไม่ใช่บุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754
          ผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งตั้งดั่งเช่นคดีนี้ ถือว่าเป็นผู้แทนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทหาอาจยกอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทได้ไม่
 
________________________________
 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2551article

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2551

ป.พ.พ. มาตรา 1358, 1359, 1727, 1745
ป.วิ.พ. มาตรา 148

 
          การที่ทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกถือเป็นการฟ้องแทนทายาทคนอื่นๆ ด้วย
          โจทก์ที่ 1 เคยฟ้องผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์มรดก ขอให้เพิกถอนการเป็นผู้จัดการมรดกและเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก โดยผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์มรดกให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของผู้รับโอนมิใช่ทรัพย์มรดกและคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์มรดก และโจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของเจ้ามรดก คดีจึงขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดกเป็นคดีนี้ ขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกดังกล่าว แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่การที่โจทก์ที่ 1 เป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกและทายาทผู้รับโอนทรัพย์มรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้น ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ดังนี้ คู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อน จึงเป็นคู่ความรายเดียวกัน รื้อร้องฟ้องกันอีกโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
 
________________________________
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1463/2544 หรือไม่ เห็นว่า คดีหมายแดงที่ 1463/2544 ที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างนางล้อมกับจำเลยนั้น โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชรและนางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรทราบดีว่าตกได้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทด้วยแต่กลับโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่สุจริต นางล้อมและจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยมิใช่มรดกของนายเพชร และคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชร แต่โจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของนายเพชร ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยอ้างว่านางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายเพชร แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับในคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และแม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนแต่การที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องนางล้อมผู้จัดการมรดกและจำเลยทายาทอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้นถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1463/2544 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

 

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2551article

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1854/2551
ป.พ.พ. มาตรา 4, 1627, 1713
 
          ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาผู้ตายจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัคค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และปัญหาดังกล่าวมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้อยู่แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 4 ที่จะต้องวินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป
 
________________________________
 

 
       
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยาผู้ตาย และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายอธิศ และเด็กชายวริศ ผู้ตายเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่เกิดกับนางลำไย มารดาของผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 มีทรัพย์มรดกที่จะต้องจัดการ แต่ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า มีเหตุสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับนางลำไยมารดาของผู้ตายภายหลังที่มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้ว โดยผู้คัดค้านกับนางลำไยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้คัดค้านมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายมาตั้งแต่เด็ก รับรองและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ตายเป็นบุตร ส่งเสียให้การศึกษา ตลอดจนเป็นผู้สู่ขอออกเงินสินสอดทองหมั้นและจัดพิธีสมรสให้แก่ผู้ตายกับผู้ร้องนั้น หากเป็นความจริงก็ถือได้ว่าผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัดค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และปัญหาดังกล่าวมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้อยู่แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะต้องวินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไปดังที่ผู้คัดค้านฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย”
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

 
หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Address :   160/291, ITF Silom Palace Building , 16 FL , Silom Rd., Suriyawong Bangrak Bangkok Thailand 10500
  ที่อยู่ :  160/291 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ชั้น 16 ถนน สีลม แขวง : สุริยวงศ์ เขต :  บางรัก จังหวัด : กรุงเทพมหานคร 10500
Mobile :  0831252953 , 0825468999   email : napoll2515@hotmail.com
www.ninterlaw.com